การกำจัดของเสียทางลำไส้ใหญ่

 

                                                 
                 ร่างกายนอกจากจะกำจัดของเสียออกมาเป็นของเหลวในรูปของปัสสาวะและเหงื่อแล้วยังมีการกำจัดของเสียออกมาเป็นของแข็งในรูปของอุจจาระอีกด้วย

                   นักเรียนได้ศึกษามาแล้วว่าหลังจากกินอาหารประมาณ 8 - 9 ชั่วโมง  อาหารส่วนที่เหลือจากการย่อยและส่วนที่ย่อยไม่ได้  ซึ่งรวมกันเรียกว่า  กากอาหาร  จะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.50 เมตร

                    ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่สะสมกากอาหารดังกล่าวและดูดซึมสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  ได้แก่  น้ำ  แร่ธาตุ  วิตามิน  และกลูโคส  ออกจากกากอาหาร ทำให้กากอาหารมีลักษณะเหนียวและข้นขึ้นจนเป็นก้อนแข็ง  จากนั้นลำไส้ใหญ่จะบีบตัวเพื่อให้กากอาหารเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ลำไส้ตรง  และขับออกมาสู่ภายนอกร่างกายทางทวารหนัก  กากอาหารที่ถูกำจัดออกมาภายนอกนี้เรียกว่า  อุจจาระ

  

                                                       

 ลำไส้ใหญ่
ที่มา
: http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image022.jpg

                            การถ่ายอุจจาระเป็นปกติของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป  เช่น  บางคนถ่ายทุกวันหรือสองวันครั้ง  แต่บางคนถ่ายวันละสองครั้ง  อย่างไรก็ตามในบางครั้งการถ่ายอุจจาระอาจผิดปกติได้  เนื่องจากมีอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานานหลายวัน  ซึ่งขณะที่อุจจาระตกค้างอยู่นี้  น้ำหรือของเหลวอื่นในอุจจาระจะถูกผนังลำไส้ใหญ่ดูดซึมกลับเข้าไปสู่หลอดเลือดทำให้อุจจาระมีลักษณะแข็ง  เกิดความยากลำบากในการถ่าย  อาการนี้เรียกว่า  ท้องผูก

                          ผู้ที่ท้องผูกจะมีอาการหลายอย่าง  เช่น  รู้สึกแน่นท้อง  อึดอัด  บางรายอาจมีอาการปวดท้องหรือปวดหลังด้วย  แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อถ่ายอุจจาระออกมา  ผู้ที่ท้องผูกเป็นเวลาหลายวัน  เมื่อถ่ายอุจจาระจะต้องใช้แรงเบ่งมาก  จึงทำให้เป็นโรคริดสีดวงทวารได้

                          อาการท้องผูกเกิดจากหลายสาเหตุ  ได้แก่  กินอาหารที่มีกากหรือใยอาหารน้อยเกินไปถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา  เกิดอารมณ์เครียดและวิตกกังวล  สูบบุหรี่จัด  ดื่มน้ำชากาแฟมากไป  ตลอดจนกินอาหารรสจัด

                           การป้องกันการเกิดอาการท้องผูกสามารถทำได้หลายวิธี  ได้แก่

                           1. กินอาหารที่มีกากหรือใยอาหารสูง  ใยอาหารเป็นสารจากพืช  ผัก  ผลไม้  ธัญพืช  และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ  ซึ่งเมื่อกินเข้าไปแล้วเอนไซด์ในกระเพราะอาหารและลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยได้  ใยอาหารเป็นสารพวกเซลลูโลส  เฮมิเซลลูโลส  เพคติน  และลิกนิน  ซึ่งสารทั้งสี่สิ่งนี้เป็นโครงสร้างของผนังเซลล์  ใยอาหารสามารถอุ้มน้ำได้ดี  จึงช่วยให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวโดยดูดน้ำจากลำไส้ใหญ่เข้าไว้ในตัว  ทำให้น้ำหนักของกากอาหารมีมาก  นอกจากนี้แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะย่อยอาหารได้กรดไขมัน  แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์  และแก๊สมีเทน  กรดไขมันจะกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวมากขึ้น  มีผลในระยะเวลาที่อาหารผ่านจากปากถึงทวารหนักสั้น  ส่งผลทำให้การขับถ่ายเร็วขึ้น  ผู้กินใยอาหารอยู่เสมอทำให้น้ำหนักอุจจาระและจำนวนครั้งในการถ่ายอุจจาระมากกว่าผู้กินใยอาหารน้อย  นอกจากนี้การที่ใยอาหารช่วยให้อาหารผ่านจากปากถึงทวารหนักได้เร็วทำให้สารพิษต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งสารที่ทำให้เป็นมะเร็งสัมผัสกับลำไส้ใหญ่เป็นเวลาสั้น  โอกาสที่สารพิษจะทำลายเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ไปได้น้อย  ดังนั้นการกินใยอาหารจึงอาจป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

                                                                                             อาหารที่มีใยอาหารสูง
                                               ที่มา
: http://www.pamame.com/magazine/wp-content/uploads/2008/12/friut.jpg

                            2. ถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน

                            3.ทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน

                            4.งดสูบบุหรี่  และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชากาแฟ

                            5.หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด

                            6.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 

การกำจัดของเสียทางปอด
 

                ปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญในกระบวนการหายใจ  ผลที่ได้จากกระบวนการหายใจนอกจากจะได้พลังงานแล้วยังได้น้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย  ซึ่งน้ำ  ( ในรูปของไอน้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี้เป็นของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ  จะถูกกำจัดออกโดยทางปอด

 


การแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
ที่มา
: http://thipjinda.brinkster.net/images/body/c74.jpg

 


การแลกเปลี่ยนแก๊สของเม็ดเลือด
ที่มา
: http://thipjinda.brinkster.net/images/body/gasexch_1.gif

 

                    การกำจัดน้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์  เริ่มต้นจากน้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ภายในเซลล์แพร่ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือด  แล้วเลือดจะลำเลียงไปยังปอด  เมื่อถึงบริเวณปอด  น้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ผ่านผนังหลอดเลือด  เข้าสู่ถุงลมที่ปอด  จากนั้นก็จะเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจากร่างกายทางจมูกพร้อมกับลมหายใจ

                     จากที่กล่าวมานักเรียนจะเห็นได้ว่า  ในร่างกายของมนุษย์มีกลไกการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่สลับซับซ้อนน่าสนใจ  เปรียบคล้ายกับเครื่องยนต์  ซึ่งกลไกการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ  เหล่านี้มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก  ดังนั้นเราจึงควรดูแลและทะนุถนอมอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเรา  เพื่อให้อวัยวะเหล่านี้ทำงานเป็นปกติ  ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพชีวิตที่ดีต่อไป

 

HOME             <<<....BACK